อารัมภบท

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาว Exteen ทุกคน! คือไม่ได้มาเขียนบล๊อกเป็นเวลานานมากกกกกก ถ้านับจากเอนทรี่ล่าสุด ก็เป็นเวลากว่า 4 เดือนละคับ -0-  
 
เหตุที่ไม่ได้มาเขียนก็เนื่องจากช่วงเทอมที่แล้วเป็นเทอมสุดท้ายของผมก็เลยยุ่งๆ บวกกับความล่าช้าของเว็บ Exteen เอง ที่เน่าและเสียอยู่บ่อยๆ -.-  ละก็อย่างที่เคยบอกไปเอนทรี่ล่าสุด เปิดบ้านวิทยาศาสตร์แห่งใหม่ AroundScience ผมเลยไม่ค่อยมีเวลามาอัพเดทบล๊อคนี้เลย ฮ่าๆ แต่วันนี้ว่างๆ เลยกะว่าจะมาเขียนอะไรซักหน่อย พอไม่ได้เขียนนาน ก็เริ่มรู้สึกว่าอัตราการเขียนมันช่างช้าลงอย่างเห็นได้ชัด TT งั้นมาเข้าเรื่องเลยแล้วกันนะ
 
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
 
เทอมที่แล้วเป็นเทอมสุดท้ายของผม ตอนนี้ผมได้จบการศึกษาปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัย KAIST ในสาขา Bio and Brain Engineering เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เย่ ! Cool 
 
ถามว่าจบแล้ว ต่อไปจะทำอะไร ตอนนี้ขออุบส์ไว้ก่อนนะคับ อิอิ
 
เอาเป็นว่าตอนนี้ผมอยากจะมาเล่าถึงช่วงเวลา 4 ปีที่ผมเรียนที่เกาหลี อารมณ์นั่งทบทวนว่าชีวิตที่ผ่านมาเป็นยังไงบ้าง แล้วสุดท้ายแล้วผมได้อะไรกลับไปบ้างกับการมาเรียนไกลถึงเกาหลีแบบนี้
 
1 จัดการชีวิตด้วยตัวเอง
 
การที่เราได้มาใช้ชีวิตอยู่ต่างแดนเป็นเวลาหลายปี เราต้องอยู่ไกลพ่อแม่ อยู่ไกลบ้าน อยู่ไกลเพื่อนสนิทคนไทยหลายๆ คน (ถึงแม้ที่เกาหลีจะมีคนไทยอยู่จำนวนนึงก็ตาม ฮ่าๆ) ด้วยเงื่อนไขหลายๆ ข้อเหล่านี้ มันบีบบังคับให้เราต้องรู้จักจัดการชีวิตตัวเอง รู้จักแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง บางครั้งเราก็ปรึกษาพ่อแม่ หรือเพื่อนได้ แต่สุดท้ายแล้วเราก็ต้องทำมันด้วยตัวเองอยู่ดี
 
นอกจากนี้ที่มหาลัยที่เกาหลีนั้นทุกวิชาในแต่ละเทอม นักเรียนจะต้องเป็นคนวางแผนเองหมดเลยว่าจะลงอะไร สิ่งนี้แหละที่ผมคิดว่ามันสอนให้ผมรู้จักการบริหารจัดการและวางแผนชีวิตการเรียนของตัวเองได้ดีเลยทีเดียว เราต้องวางแผนล่วงหน้าเพื่อที่จะกะได้ว่าเราต้องลงวิชาบังคับอะไรบ้าง เพื่อที่จะได้ครบกำหนดและจบได้อย่างราบรื่น  ทั้งหมดนี้ผมคิดว่ามันทำให้ผมโตขึนกว่าเดิมมาก
 
2 ได้เพื่อนหลากหลายเชื้อชาติ และได้ภาษา
 
แน่นอนว่าการมาเรียนต่างแดนย่อมได้เพื่อนต่างชาติอยู่แล้ว อย่างน้อยผมมาเรียนที่เกาหลีก็ต้องได้เพื่อนเกาหลีกลับไปบ้างแหละ และก็ยังได้รู้จักภาษาเกาหลีและได้เรียนรู้ไม่มากก็น้อย ฮ่าๆ  แต่ต้องขอบอกก่อนนะคับว่ามาเรียนเกาหลี 4 ปีเนี่ย กลับไปมีแต่คนถามว่า "พูดเกาหลีคล่องเลยหละสิ" แต่จริงๆ แล้วไม่เลยครับ อันนี้ตอบตามจริง เพราะมหาลัย KAIST ที่ผมเรียนเนี่ยเค้ามีหลายคอร์สที่สอนเป็นภาษาอังกฤษ ดังนั้นเด็กต่างชาติก็จะลงแต่วิชาที่สอนเป็นภาษาอังกฤษ และเพราะเค้าบังคับให้เรียนวิชาภาษาเกาหลีแค่ 1 ปีแรก ดังนั้นพอเวลาผ่านไป ทุกคนก็มุ่งเรียนแต่วิชาการ ภาษาก็เลยไม่ได้ค่อยสนใจครับ จะมีก็แต่คนที่มีแรงบันดาลใจ อยากจะพูดและเก่งภาษาเกาหลีให้ได้ ถึงจะพูดเก่งครับ ส่วนผมและเพื่อนๆ คนไทยอีกหลายคน ก็งูๆ ปลาๆ เอาแบบรอดตายเดินทาง กินอาหารรอด 555  พอมองย้อนกลับไป ก็แอบรู้สึกเสียดาย น่าจะตั้งใจขวนขวายภาษามากกว่านี้ ^^" 
 
นอกจากเพื่อนเกาหลีแล้ว ยังมีเพื่อนต่างชาติคนอื่นที่รู้จัก เพราะในตอนปี 1 เค้าจะมีจัดวิชาเฟรชแมนสัมมนาสำหรับเด็กต่างชาติที่เข้ามาในปีนั้น โดยแบ่งเป็นกลุ่ม กลุ่มละประมาณ 8-10 คน ละก็จัดอาจารย์ที่ปรึกษาเป็นคนเกาหลีมาคอยดูแลเราตลอดทั้งปีนั้นเลย นั่นก็เลยทำให้ผมได้รู้จักเพื่อนจากอินโดนีเซีย ทาจิกิสถาน และเวียดนาม 
 
3 กลัวการเปลี่ยนแปลงน้อยลง
 
เพราะการเปลี่ยนที่เรียนทำให้เราต้องพบเจอกับสิ่งใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมที่อาจจะแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง นิสัยคนประเทศนั้นๆ อาหารการกิน สภาพภูมิอากาศ ทัศนคติ ภาษา และอื่นๆ อีกหลายๆ อย่าง เราจะหัวแข็ง ไม่ยอมปรับตัวไปกับสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ เพราะเราต้องใช้ชีวิตที่นี่ ต้องเรียนที่นี่ และนี่ก็คือการเปลี่ยนแปลงที่เหล่านักเรียนในต่างแดนทุกคนต้องเจอ และต้องปรับตัวให้ได้ และหลังจากผ่านสิ่งต่างๆ เหล่านี้ จนปรับตัวได้ดี เราก็จะมีความมั่นใจไปอีกก้าวว่าเราสามารถก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ได้ และหากเรามองย้อนกลับไป เราจะพบว่าความกลัวในการเปลี่ยนแปลงต่างๆ จะน้อยลงจริงๆ เราจะกล้าและพร้อมที่จะไปสู่ที่ใหม่ๆ ได้มากขึ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผมเชื่อว่า ความกลัวในความเปลี่ยนแปลงนี้ จะไม่มีทางที่หมดจนเหลือศูนย์แน่นอน เพราะถึงแม้เราจะเคยไปหลายที่ ไปเที่ยวบ้าง ไปแลกเปลียนบ้าง ไปเรียนบ้าง แต่สุดท้ายแล้ว พอถึงเวลาที่เราจะต้องจากสถานที่ใดๆ ไปยังอีกสถานที่ ความกลัวแม้เพียงน้อยนิดนั้นก็จะแอบแง้มประตูมาเยี่ยมเราอย่างแน่นอน แต่ถึงตอนนั้นเราก็คงจัดการกับสิ่งเหล่านั้นได้เร็วและดียิ่งขึ้นชัวร์ๆ :) 
 
4 กินกาแฟและของหวานเก่งมากขึ้น
 
ฮ่าๆ อันนี้เรื่องจิงคับบบบ ขอบอกเลยว่าเกาหลีเป็นอีกประเทศที่มีร้านคาเฟ่กาแฟ ของหวาน เยอะมากกกกก และแต่ละร้านก็ตกแต่งร้านในแบบฉบับของเค้า มีเมนูเด็ดๆ ประจำร้าน ไว้เรียกลูกค้า อย่างถ้าจะให้พูดถึงคาเฟ่แถวมหาลัยผมก็มีเยอะมากเลยทีเดียว และก็การกินของหวานตบท้ายมื้ออาหารเย็นเป็นเรื่องปกติของกลุ่มคนไทยในเกาหลีมาก 555   ข้อดีของคาเฟ่ที่นี่คือแทบจะมี wifi ฟรี และที่ให้เสียบปลั๊กเกือบทุกที่ก็ว่าได้ แล้วยังสามารถนั่งนานๆ เป็น 2 ชม 4 ชม ก็ยังได้ 
 
5 ชื่นชอบการร้องเกะ จากที่ไม่เคยคิดจะร้องเลย
 
อันนี้เป็นอีกข้อที่เป็นเอามากคับ 555  ก่อนหน้าที่จะมาเกาหลี ขอบอกก่อนเลยว่าผมไม่ค่อยจะได้ไปร้องเกะกับเพื่อนๆ เลย ถึงไปก็จะไม่ได้จับไมค์ ร้องหรอกคับ เพราะตอนนั้นก็อาย ละก็ไม่ได้อยากร้องอะไร แต่เป็นคนชอบฟังเพลงมาแต่ไหนแต่ไรละ พอได้มาเกาหลีช่วงปีแรกๆ ก็ได้มีโอกาสไปคาราโอเกะที่นี่กับพี่ๆ บ้าง ช่วงแรกๆ ก็อย่างที่ว่า ไม่กล้าที่จะร้องซักเท่าไหร่ แต่พอเวลาผ่านไป ได้มาฟังเพลงเกาหลีมากขึ้น เพราะเพลงเพราะเยอะมากเลยทีเดียว หลังจากนั้นก็ได้ลองเริ่มไปร้องเกะกับเพื่อนๆ รุ่นเดียวกัน เริ่มชักติด อีกเหตุผลนึงก็คือ เกะที่นี่ของแบบครบครัน ระบบอย่างดีครับ และยังมีแถมเวลาเพิ่มให้ตลอดดดดดด ถูกด้วย !  หลังจากนั้นเป็นต้นมาผมก็จะต้องไปร้องเกะเป็นประจำทุกเย็นวันศุกร์กับเพื่อนคู่หูเกะประจำแต่ละเทอม มีความสุขมากการร้องเกะเนี่ย ผ่อนคลายด้วยนะเออ ถึงงานจะเยอะขนาดไหน ก็ปลีกตัวไปร้องได้ตลอดคับ ฮ่าๆ :) 
อ้อเกือบลืมไป ไม่นานมานี้ผมกับเพื่อนๆ ที่เกาหลีได้ตั้งเพจอัพเดทเพลงเกาหลีขึ้นมาครับ เผื่อเพื่อนๆ สนใจลองไปดูกันได้นะ 24/7 Kpop Music
 
6 รู้สึกรักและคิดถึงบ้านและคนที่บ้านมากขึ้น
 
การที่เราได้มาใช้ชีวิตไกลบ้าน มันทำให้เราได้รู้คุณค่าของสิ่งที่จากมามากขึ้นจริงๆ นะครับ ทุกครั้งที่ได้กลับบ้านไป ผมรู้สึกมีความสุขมาก บ้านและคนที่บ้านเป็นเหมือนที่ชาร์จพลังให้เรากลับไปมีแรงฮึดสู้ ที่จะเดินต่อไปในชีวิต ^^  (เขียนสั้นกว่าข้อที่ผ่านมาจุง ฮ่าๆ )
 
และสุดท้าย 7 ดื่มเก่งมากขึ้น //เย้ยยยยยย 
 
นี่แหละครับก็คือสิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากการไปเรียนที่เกาหลีมา 4 ปี ชีวิตหลังจากนี้จะเป็นยังไง ไม่มีใครรู้ นอกจากตัวเราเอง แต่ตัวผมเองเอาจริงๆ ก็ยังไม่รู้เลยครับ ฮ่าๆ ไม่รู้ในทีนี้หมายถึงก็ไม่ชัวร์ว่าหลังจากเลือกทางเดินข้างหน้าเรียบร้อยแล้ว เราจะได้เจอกับอะไร ชีวิตจะไปในทางไหน ก็มันเป็นเรื่องของอนาคต อย่าเพิ่งไปคาดหวังอะไรเลยจะดีที่สุด ให้เชื่อเถอะคับว่า คิดดี แล้วสิ่งดีดีก็จะเข้ามาในชีวิต Cool
 
ไว้เจอกันใหม่ในเอนทรี่หน้าคับ  
 
อย่าลืมไปทักทายกันในเพจเฟซบุคเน้อ  คุยกันแบบหมองหมอง
 

Comment

Comment:

Tweet

พี่ค่ะ หนูอยากเรียนคณะ brain&bio engineering มากเลยค่ะ แต่หนูไม่รู้รู้ว่าต้องใช้คะแนนภาษาอังกฤษ ยื่นเท่าไหร่บ้าง รบกวนพี่ช่วยตอบหนูด้วยนะค่ะ

#3 By Piepie (182.53.207.186|182.53.207.186) on 2015-07-06 21:32

@piyanar  ฮ่าๆ ไม่มีเลยคับ T^T สาวที่นี่เค้าก็มีแฟนกันไปหมดแล้วววว 

#2 By drpetong on 2014-07-28 23:01

ดีใจที่กลับมาเขียน เก่งเนอะเรียนจบ
เรืองภาษา คนไทย กทม ไปอยู่อีสาน
อยู่ภาคใต้ 8 ปี ยังเว้าลาว แหล่งใต้ไม่ได้
ว่าแต่ว่า...ไม่มีแฟนสาวเกาหลีเหรอ
confused smile confused smile

#1 By ปิยะ99 on 2014-07-28 12:38