สวัสดีครับ :)
 
วันนี้อยากจะมาแชร์วิธีการเตรียมตัวสมัครเรียนต่อต่างประเทศสำหรับเพื่อนๆ พี่ๆ หรือน้องๆ ที่สนใจ (โดยเฉพาะป.โท และเอก สายวิทย์หรือวิศวะ)
โดยสิ่งที่จะเล่าให้ฟังนี้มาจากคำแนะนำของรุ่นพี่ผมและก็การรวบรวมเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยของรุ่นน้องนะครับ
 
แรกสุด "เตรียมตังค์"  นะครับ  555 ไม่ได้พูดเล่นครับ พูดจริงๆ เพราะเราต้องสอบภาษาอังกฤษ และค่าสมัครเรียนต่อแต่ละที่ก็ไม่ใช่น้อยๆ 
 
1 วิธีการเตรียมตัวนั้นเริ่มแรกสุดเลยก็คือ ถามตัวเองก่อนว่า "เราอยากเรียนอะไร?" ฟังดูเหมือนจะง่ายๆ แต่พอจะตอบจริงๆ ก็อยากใช่เล่น ฮ่าๆ  
 
สำหรับใครที่รู้ตัวเองแล้วว่าอยากเรียนอะไร คนนั้นก็ถือว่าโชคดีไป
สำหรับคนที่ยังสับสนอยู่ ก็อาจจะต้องคิดหนักหน่อย ลองมองดูรอบๆ ตัวเรา สิ่งที่เราได้ลองเรียนมาทั้งหมด ดูซิว่า เราถนัดอะไร และทำอะไรได้ดี และที่สำคัญเรา 'ชอบ' และ 'มีความสุข' ที่ได้ทำไหม ถ้าใช่หละก็ นั่นแหละคือสิ่งที่เราน่าจะชอบและอยากเรียนมากที่สุด ถ้ายังไม่ชัวร์ ก็อาจจะยังพอมีเวลาให้ค้นหาตัวเองอยู่นะ  
หรืออาจจะคิดอีกมุมว่า ในอนาคตหลังเรียนจบเราวาดไว้ว่าเราอยากทำงานแนวไหน ที่ไหน?  สิ่งเหล่านี้จะช่วยประกอบการตัดสินใจในสายการเรียนได้ดีขึ้น
 
2 "เรียนมหาลัยไหนดี?"
เป็นอีกคำถามที่ชวนปวดหัวมากเลยทีเดียว เอาหละ จะเริ่มจากไหนดีหละ
เอาเป็นว่าอย่างแรก เราเริ่มจากการ 
- แบ่งมหาลัยออกเป็นสามกลุ่ม: กลุ่มเกินเอื้อม, กลุ่มมีลุ้น และกลุ่มเซฟ (อ้างอิงตามความยากและความดังของมหาลัยที่เราคิดไว้ ฮ่าๆ)
โดยมหาลัยเหล่านี้ก็หาจากการ google นี่แหละง่ายสุด  อาจจะใส่ keywords ในการหาว่า:  (ชื่อคณะหรือสายที่อยากเรียน)+top university หรือ+ (ประเทศที่ต้องการเรียน) ไปด้วยก็ได้  แล้วก็ดูตามอันดับมหาลัยเอา หรือใครไม่สนใจอันดับก็เน้นหลักสูตรแทน

- ต่อมาก็ลองเข้าไปดูแต่ละมหาลัยที่เราคิดว่าน่าสนใจ และดูหลักสูตรของสายวิชาที่เราต้องการเรียน ว่าชอบไหม เนื้อหา วิชาเรียนตรงกับที่อยากเรียนป่าว

- และที่สำคัญให้ดูด้วยว่ามีงานวิจัยหรือแล็บที่เราสนใจอยากจะทำมั้ย เพราะการเรียนป.โทหรือเอกนั้น สิ่งสำคัญคือประสบการณ์การทำแล็บ และตัวงานวิจัยหรือวิทยานิพนธ์นั่นเอง

- ที่สำคัญ หากไม่ต้องการจ่ายเอง ก็ควรดูด้วยว่ามหาลัยนั้นๆ มีทุนให้กับนักเรียนต่างชาติหรือไม่ ซึ่งถ้าเป็นอังกฤษจะไม่ค่อยมีมากเท่าไหร่ และต้องแข่งขันอย่างมากหากจะรับทุนจากตัวมหาลัยเอง  ส่วนประเทศอื่นอย่างเช่นอเมริกานั้น ค่อนข้างจะมีทุนให้เป็นส่วนใหญ่

- นอกจากนั้นอาจจะดูด้วยว่าเมืองนั้นปลอดภัย น่าเรียนมากน้อยแค่ไหน สภาพแวดล้อมโอเคไหม  

 

หมายเหตุ:

*** จำไว้ว่า มหาลัยที่อันดับสูงๆ หรือดังๆ ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นมหาลัยที่ดีสำหรับเราเสมอไป เพราะสิ่งที่สำคัญคือตัวหลักสูตร เนื้อหาและงานวิจัยในสายคณะนั้นว่าตรงกับความชอบของเราหรือไม่

*** ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่มีอะไรแน่นอน เราอาจจะได้มหาลัยที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มเซฟก็เป็นได้ แต่ได้กลุ่มอื่นแทน ฮ่าๆ 

*** งานหรือสาขาด้านที่เราสนใจไม่จำเป็นต้องอยู่ในสาขาที่เราจบมาตอน ป.ตรี ก็ได้ ลองดูภาคอื่นๆ ที่อาจเกี่ยวข้องก้ได้ในบางมหาลัย แล็บแนวที่เราสนใจอาจจะไม่ได้อยู่ในภาคที่เราจบมาโดยตรง 

 

3 "เตรียมตัวสมัครและสอบอย่างไร?"

เอกสารส่วนใหญ่ที่ต้องใช้ในการสมัครเข้าเรียนต่อต่างประเทศ

1) Statement of Purpose (SOP) 

สิ่งนี้เป็นสิ่งจำเป็นมาก เพราะแทบทุกที่จะต้องใช้ SOP ในการสมัคร ถามว่ามันคืออะไร มันก็คือสิ่งที่บอกถึงตัวเรา เราคือใคร มาจากไหน ทำไมถึงเรียนสาขานี้ ทำไมถึงอยากเรียนมหาลัยนี้ และในอนาคตอยากทำอะไร  
ดังนั้นเราจึงควรให้ความสำคัญกับมันให้มากๆ และพยายามเรียบเรียงความคิดออกมาให้ดี เขียนออกมาให้ดีดี เพราะมันคือสมบัติชิ้นเดียวที่จะทำให้คณะกรรมการเค้ารู้จักเรา เห็นถึงการจัดการความคิดของเราผ่านตัวอักษรที่เรากลั่นกรองและเรียบเรียงอย่างดีแล้ว และที่สำคัญจะประทับใจหรือไม่ประทับใจในตัวเราก็ขึ้นกับสิ่งนี้แหละ 

โดยรูปแบบของการเขียนเช่น จำนวนคำ เนื้อหาที่เขียนอาจจะแตกต่างกันบ้างเล็กน้อยแล้วแต่มหาลัย ยกตัวอย่างเช่น มหาวิทยาลัย Purdue จะมีชุดคำถามที่ต้องตอบใน SOP มาให้ และกำหนดจำนวนคำไม่เกิน 500 คำ, University of Texas at Austin ไม่มีชุดคำถามกำหนดให้ แต่กำหนดว่าไม่เกิน 1000 คำ 

2) คะแนนภาษาอังกฤษ

อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับมหาลัยและประเทศที่สมัครนะ 
ถ้าประเทศอังกฤษ ก็จะใช้ IELTS  ส่วนประเทศอื่นๆ จะใช้ TOEFL และบางมหาลัยอาจมี GRE มาด้วย โดยเฉพาะฝั่งอเมริกา  ส่วนเรื่องเกณฐ์คะแนนก็แตกต่างตามแต่ละมหาลัยและสาขาวิชา  ส่วนใหญ่ก็จะประมาณว่า IELTS เกิน 6.5-7.0  หรือ TOEFL เกิน 90-100 

3) ใบ Transcript และใบปริญญาจากมหาวิทยาลัยที่เราจบการศึกษาล่าสุดหรือกำลังจะจบ

 

4 "เขียน SOP อย่างไรให้ดี?"

สำหรับคนที่สมัครเป็น 10 มหาลัย และหากขี้เกียจ แนะนำว่าให้เขียนโครงใหญ่ไว้ แล้วค่อยมาเปลี่ยนย่อหน้าส่วนที่เล่าถึงเหตุผลว่าทำไมอยากเข้ามหาลัยนี้ให้สอดคล้องกับแต่ละมหาลัย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น หากมหาลัยนั้นๆ มีชุดคำถามแยกต่างหาก เราก็อาจจะต้องมานั่งเพิ่มหรือลดส่วนที่เรายังไม่ได้เขียนทีหลัง 

แต่หากสมัครน้อยกว่า 10 หรือน้อยกว่า 5 มหาลัยแล้วหละก็ นั่งเรียบเรียงเขียนใหม่ตามความต้องการของแต่ละมหาลัยน่าจะดีกว่า 

โดยเนื้อหาที่ควรจะมีใน SOP ก็อย่างที่ได้บอกไปแล้วข้างต้น นั่นคือ

- Background: ทำไมเราถึงชอบเรียนสาขานี้ และตอนนี้สนใจทำอะไร เพราะอะไร

- Experiences: ประสบการณ์การทำงาน วิจัย ความภาคภูมิใจและรางวัลที่ผ่านมา 

- Why chose this university: ทำไมถึงเลือกมหาลัยนี้, คิดว่ามหาลัยนี้ดีอย่างไร แตกต่างกับที่อื่นอย่างไร คณะนี้ตอบโจทย์คุณอย่างไร และเราจะสามารถทำอะไรให้มหาลัยนี้ได้ไหม

- Ultimate goal: มีความฝันอยากทำอะไรในอนาคตในสาขานี้  จบแล้วจะทำอะไร 

ส่วนใหญ่ก็จะเขียนอย่างมาก 2 หน้ากระดาษ A4  วิธีการเขียน ก็เป็นการเรียงเรียงเรียงความโดยปกติ หากไม่รู้จะเริ่มเขียนอย่างไร ก็อาจจะลองหาอ่านตัวอย่างของคนอื่นที่เขียนไว้แล้วตามเว็บไซต์ต่างๆ อยากให้แค่อ่านดูเพื่อเป็นไกด์ไลน์ แต่ไม่ใช่ไปลอกความคิดเขามานะครับ อาจจะนำมาปรับใช้ให้เข้ากับตัวเราได้ แต่สิ่งที่ดีที่สุดคือ พยายามเขียนให้เป็นตัวเรามากที่สุด และผมอยากจะแนะนำว่าให้เขียนเป็นเชิง "เล่าเรื่อง" มากกว่า "อธิบาย" แต่ละอย่างที่ลิสท์ไว้ข้างบนนี้  ความลื่นไหลและเอกภาพของเรียงความเป็นสิ่งที่สำคัญมาก แต่ละเรื่อง แต่ละย่อหน้าควรจะมีจุดเชื่อมต่อ และสิ่งสำคัญอีกอย่างคือ ประโยคแรก และประโยคสุดท้าย ของ SOP ต้องสร้าง impact หรือความประทับใจให้มากที่สุด  เพราะประโยคแรกเป็นสิ่งที่จะทำให้คณะกรรมการประทับใจและอยากอ่านต่อ ประโยคสุดท้ายจะเหมือนการทิ้งความประทับใจดีดีในตัวเราให้กับเขาหลังการอ่านจบ ดังนั้นให้ความสำคัญกับย่อหน้าแรกและย่อหน้าสุดท้ายให้มากๆ 

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

ขอให้ทุกคนโชคดีนะครับ และหวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อย  

จริงๆ แล้วในส่วนของ SOP ยังมีเทคนิคและสิ่งที่ยังไม่ได้บอกอีกบางส่วนสำหรับการสมัครต่อป.เอก แต่รู้สึกว่าเขียนมายาวแล้ว ดังนั้นอาจจะแยกมาเป็นอีกบทความละกันนะครับ ฮ่าๆ  

 

 

ขอขอบข้อมูลต่างๆ จากคุณรุ่นพี่และรุ่นน้องจาก KAIST ด้วยนะครับ :)

สนใจอ่านเพิ่มเติม

1. Grad School Tips: บทความเสนอเทคนิคเกี่ยวกับการเตรียมตัวสมัคร PhD 

2. How did you decide where to go for graduate school (Masters and Ph.D. programs)

 

 

 

 

Comment

Comment:

Tweet